📈🌍สรุปครม. เห็นชอบเพิ่ม ‘คาร์บอนเครดิต–สิทธิปล่อยก๊าซ’ เป็นสินค้าใหม่ในตลาดอนุพันธ์ มี 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
- Impact Partnership

- 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

1. ยกระดับคาร์บอนสู่กลไกตลาดทุน
เพิ่มคาร์บอนเครดิต และ สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เพื่อเปลี่ยนจากแนวคิดนโยบายให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ซื้อขายได้จริง
2. สินค้าใหม่รองรับเป้าหมาย Net Zero
เพิ่มสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC): สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และสินทรัพย์ดิจิทัล ครอบคลุมคริปโทฯ และโทเคนดิจิทัล เพื่อการกำกับดูแลที่ทันสมัย
3. จาก "ภาคสมัครใจ" สู่ "ภาคบังคับ"
รัฐบาลกำลังผลักดัน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. โลกร้อน) ซึ่งจะทำให้เกิดตลาดคาร์บอนภาคบังคับ หากผู้ประกอบการปล่อยก๊าซเกินเกณฑ์จะต้องซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย ส่งผลให้คาร์บอนเครดิตมีความต้องการสูงขึ้นคล้ายกับ "หุ้น" และช่วยให้ราคาเป็นธรรมมากขึ้น
4. เชื่อมโยงการเงินสีเขียว (Green Finance)
นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างตลาดทุนสีเขียว ซึ่งจะทำงานร่วมกับ สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และพันธบัตรรัฐบาลสีเขียว (Green Bond) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและสร้างมาตรฐานสากลให้กับประเทศไทย
_________________________________
🔎 แนวทางการปรับตัวธุรกิจไทยในระยะสั้นและยาว
⏳ ในระยะสั้น ภาคธุรกิจไทยควรวางระบบ "บัญชีก๊าซเรือนกระจก" ขององค์กร เพราะข้อมูลเหล่านี้จะไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงานความยั่งยืนอีกต่อไป แต่คือข้อมูลสำคัญที่จะนำไปคำนวณเป็นมูลค่าทางภาษี หรือใช้ในการซื้อขายสิทธิในตลาดอนุพันธ์
ธุรกิจควรเริ่มอัปสกิลทีมงานด้านการจัดการคาร์บอนและศึกษาการใช้เครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เช่น ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่กฎหมายภาคบังคับจะประกาศใช้
💰 ในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการ "ซื้อเครือข่ายมาชดเชย" ไปสู่การ "ปรับกระบวนการผลิต" เพื่อลดการปล่อยก๊าซจากต้นเหตุ ธุรกิจที่สามารถปรับตัวเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำได้เร็ว จะไม่ใช่แค่ลดความเสี่ยงด้านภาษีและกฎหมายเท่านั้น แต่ยังสามารถดึงดูดนักลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลกอีกด้วย



ความคิดเห็น