top of page

การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกและการทดสอบประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

  • รูปภาพนักเขียน: Impact Partnership
    Impact Partnership
  • 20 ก.พ.
  • ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 11 มี.ค.


🔹1. Case Overview (บริบทและภาพรวมโครงการ)


ชื่อโครงการ

การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกและการทดสอบประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 

หน่วยงานเจ้าของโครงการ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) 

หัวหน้าโครงการวิจัย

รองศาสตราจารย์ ดร.มาลัย ทวีโชติภัทร์:

หน่วยงานผู้จัดโครงการประเมิน ผลตอบแทนทางสังคม (SROI)

สถาบันยุทธศาสตร์ทางปัญญาและวิจัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

หัวหน้าทีมผู้ประเมิน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทพญ.ชินาลัย ปิยะชน

พื้นที่ดำเนินการ

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และพื้นที่ดำเนินการวิจัยร่วมกับพันธมิตร 

ช่วงเวลาดำเนินการ

พฤษภาคม 2564 – ตุลาคม 2565 (18 เดือน) และช่วงประเมินผลประโยชน์ต่อเนื่องถึง ตุลาคม 2570

ปัญหา / โอกาส

กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญ และประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าเชื้อโพรไบโอติกจากต่างประเทศที่มีราคาสูง จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาสายพันธุ์ไทยที่มีประสิทธิภาพ

Impact Verifier Status 

ผลการตรวจรับรองระดับ: ดีเยี่ยม (ในด้านความสอดคล้องหลักการ) 



🔹 2. Stakeholder Mapping (การระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย)


กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

บทบาท

ประโยชน์ที่ได้รับ (หรือได้รับผลกระทบ)

ระดับการมีส่วนร่วม

S1: ผู้ได้รับประโยชน์หลัก (อาสาสมัครกลุ่มเสี่ยง NCDs)

เข้าร่วมการทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย และให้ข้อมูลการตรวจร่างกายเพื่อการวิจัย 

• มีค่าผลเลือดและตัวชี้วัดสุขภาพดีขึ้น (เช่น LDL, Lipid profile และดัชนีมวลกายลดลง)

• คุณภาพชีวิตดีขึ้น (QOL) เช่น ระบบขับถ่ายดีขึ้น นอนหลับได้ดี และลดอาการไม่สบายกาย

• ลดโอกาสการเป็นโรคในกลุ่ม NCDs ในอนาคต 

ดีเยี่ยม (มีผลทดสอบทางคลินิกยืนยันผลลัพธ์สุขภาพที่ชัดเจนและจับต้องได้จริง) 

S2: หน่วยงานดำเนินงานหลัก (คณะแพทยศาสตร์ มศว และทีมนักวิจัย)

เป็นแกนกลางในการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์จุลินทรีย์ ทดสอบประสิทธิภาพทางคลินิก และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคธุรกิจ

• สร้างชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ (เช่น รางวัลจากเวทีเจนีวา)

• ได้รับทุนวิจัยต่อยอด (เช่น ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน) และมีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ (Licensing)

• พัฒนาทักษะและโอกาสการจ้างงานให้กับนิสิตและบุคลากรวิจัย 

ผู้นำการเปลี่ยนแปลง  (LDL) (เป็นต้นแบบงานวิจัยที่เปลี่ยนจากหิ้งสู่ห้างเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม) 

S3: เครือข่ายภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม (CPF และบริษัทผู้ซื้อลิขสิทธิ์)

สนับสนุนทุนวิจัย ร่วมพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ และนำงานวิจัยไปผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์

• ลดต้นทุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เอง (Avoided costs) และลดความเสี่ยงในการลงทุน

• สร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่ 15 รายการ จาก 4 บริษัท และเพิ่มมูลค่าตลาด

• ลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเชื้อจุลินทรีย์จากต่างประเทศ 

พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (ร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อให้เกิดมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียน) 

S4: หน่วยงานสนับสนุนทุนและนโยบาย (บพข. และ BIOTEC)

สนับสนุนงบประมาณ (บพข.) และผลิตเชื้อวัตถุดิบต้นแบบในระดับอุตสาหกรรม (BIOTEC) 

• ลดการนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศได้มูลค่ารวมประมาณ 42 ล้านบาท

• เสริมสร้างความมั่นคงทางยาและอาหารด้วยเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศ

• บรรลุเป้าหมายความคุ้มค่าของการลงทุนภาครัฐ โดยมีอัตรา SROI สูงถึง 8.87

เชิงบูรณาการ (สร้างต้นแบบการใช้สินค้าไทยเพื่อลดการนำเข้าอย่างเป็นรูปธรรมระดับนโยบาย) 




🔹 3. Intervention / Innovation (กลยุทธ์ – วิธีการ – เครื่องมือที่ใช้)


นวัตกรรมหรือวิธีการทำงาน

  1. การพัฒนาโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย

  2. การทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial)

  3. การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่พาณิชย์

จุดแข็ง

  1. คัดเลือกสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและลดคอเลสเตอรอลได้จริง ลดการพึ่งพาต่างชาติ 

  2. มีการทดสอบในมนุษย์ (อาสาสมัคร) ยืนยันผลลัพธ์ทางสุขภาพ (Blood test, BMI) สร้างความน่าเชื่อถือสูงกว่าสินค้าทั่วไปในตลาด 

  3. ไม่จบทึ่เปเปอร์วิจัย แต่ส่งต่อให้เอกชน (4 บริษัท, 15 ผลิตภัณฑ์) ผลิตขายจริงทันที 




🔹 4. Impact Pathway / Theory of Change (เส้นทางของการเปลี่ยนแปลง)

ใช้โมเดลเชื่อมโยง Input → Activity → Output → Outcome → Impact


Input

Activity/Output

Output (ผลผลิต)

Outcome (ผลลัพธ์)

Impact

งบประมาณรวมและ In-kind ประมาณ 7.5 ล้านบาท (ทุน บพข., ทุน CPF, ทรัพยากร มศว) 

1. พัฒนาสายพันธุ์และสูตร

2. ทดสอบในอาสาสมัครเสี่ยง NCDs

3. ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชน (Licensing)

- ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติก 15 รายการ จาก 4 บริษัท

- อาสาสมัคร 60 รายผ่านการทดสอบ

- องค์ความรู้/สิทธิบัตร 3 สายพันธุ์

- อาสาสมัครมีค่า Lipid Profile ดีขึ้น, คุณภาพชีวิตดีขึ้น

- เอกชนลดต้นทุนการนำเข้าเชื้อ

- มศว มีชื่อเสียงและรายได้จากลิขสิทธิ์ 

- ลดภาระค่าใช้จ่ายสุขภาพจากโรค NCDs

- สร้างความมั่นคงทางยา/อาหาร (ลดการนำเข้า)

- ยกระดับอุตสาหกรรมโพรไบโอติกไทย 



🔹 5. Evidence & Indicators (หลักฐานและตัวชี้วัดผลลัพธ์)

ระบุผลลัพธ์ในเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น

Quantitative

- มูลค่าการลดการนำเข้าเชื้อจุลินทรีย์ต่างประเทศ (~42 ล้านบาท)

- มูลค่าต้นทุนเอกชนที่ลดลงจากการไม่ต้องวิจัยเอง 

- สัดส่วนผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจสูงสุด 85.27% (ลดการนำเข้า, สร้างรายได้)

Qualitative

- อาสาสมัครมีสุขภาพดีขึ้น (ลดปวดท้อง, ขับถ่ายดี, นอนหลับดี)

- ความพึงพอใจในคุณภาพชีวิตที่เพิ่มขึ้น (QALYs)

- ชื่อเสียงและการยอมรับในระดับนานาชาติ (รางวัลเจนีวา) 

SROI / Economic Valuation

SROI: 8.87 เท่า (ทุก 1 บาทสร้างคุ้มค่า 8.87 บาท)

- มูลค่าผลลัพธ์รวม: 66.58 ล้านบาท



🔹 6. SV Key Lessons Learned (บทเรียนสำคัญ / ปัจจัยความสำเร็จ)


ปัจจัยที่ทำให้โครงการสำเร็จ

Partnership: การบูรณาการความร่วมมือ 3 ประสานระหว่างภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย ทำให้งานวิจัยสามารถออกสู่ตลาดได้ทันที

Evidence-based: มีผลทดสอบทางคลินิก (Clinical Trial) รองรับความเชื่อมั่นให้เอกชนกล้าลงทุน

Commercial-Driven: การถ่ายทอดเทคโนโลยีเชื้อสายพันธุ์ไทยให้เอกชนช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและลดการนำเข้า 

อุปสรรคและสิ่งที่เรียนรู้จากการดำเนินงาน

Data Tracking: การติดตามผลลัพธ์สุขภาพระยะยาวทำได้ยากหลังจบโครงการเนื่องจากขาดกลไกการติดตามต่อเนื่อง

Benefit Sharing: มหาวิทยาลัยควรปรับโครงสร้างสัญญาแบบ % ยอดขาย แทนการขายสิทธิ์ขาดเพื่อความยั่งยืน

Environment: ขาดการจัดเก็บข้อมูลมิติสิ่งแวดล้อม ซึ่งควรเพิ่มตัวชี้วัดด้านนี้ในโครงการอนาคต

บทบาท

มศว: ผู้นำทางวิชาการ นวัตกรรม และเจ้าของลิขสิทธิ์สายพันธุ์

CPF/เอกชน: กลไกสำคัญในการขยายผลนวัตกรรมสู่ตลาดมวลชน (Mass Market)

บพข./BIOTEC: ผู้สนับสนุนทุนและฐานการผลิตวัตถุดิบระดับอุตสาหกรรม 



🔹 7. Impact Scalability 

  • สรุปว่ากระบวนการนี้สามารถ “ต่อยอด / ขยายผล” ไปที่พื้นที่อื่นได้อย่างไร

การขยายผล (Scaling): โมเดลนี้สามารถนำไปใช้กับ "โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ" เช่น โมเดลนี้ได้รับ "ทุนวิจัยต่อยอดในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานแล้ว"

ศักยภาพ: สามารถยกระดับเป็นนโยบายองค์กรในการใช้สินค้าไทยเพื่อลดการนำเข้าอย่างเป็นรูปธรรม 

  • โครงการ ต้องการขยายความร่วมมือ อะไร ต่อยอด เชิญชวน Impact Partnership

ความร่วมมือที่ต้องการ: เปิดรับ Impact Partnership กับบริษัทเอกชนเพิ่มเติม เพื่อซื้อลิขสิทธิ์สายพันธุ์ (Non-exclusive license) ไปผลิตสินค้าแบรนด์ใหม่ๆ 





🔹 8. SV Inspiration (การสะท้อนคุณค่าทางสังคม)

“What value did this project create for people and society?”

ตัวแทนอาสาสมัครกลุ่มเสี่ยงโรค NCDs

"นวัตกรรมโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งประสิทธิภาพการนอนหลับและระบบขับถ่าย พร้อมยืนยันความมั่นใจด้วยผลตรวจทางสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน"

ผู้บริหารภาคเอกชน (พันธมิตรธุรกิจผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยี)

"การนำงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล พร้อมเสริมสร้างศักยภาพให้อุตสาหกรรมอาหารเสริมไทยเติบโตด้วยนวัตกรรมภายในประเทศ"

หัวหน้าโครงการวิจัย / คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

"ความสำเร็จนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า 'โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย' มีประสิทธิภาพระดับสากลในการลดความเสี่ยงกลุ่มโรค NCDs เป็นก้าวสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพด้วยเทคโนโลยีของเราเอง"



IPP LOGO WH.png
Impact Function
About IPP
Social Media
image.png
image 38.png

IMPACT PARTNERSHIP PLATFORM

Tel : 089-680–1233, 090-669-3961
Email : info@impactpartnership.asia
Mon – Fri, 09:00-18:00 

Find us at the office 8/106 PATIO Kallapaphruk-SathornKanchanapisek Road, Bangkae, Bangkok, Thailand 10160

Copy right 2021 all rights reserved © NISE CORPORATION CO.,LTD Version: 3.0.7 | 10/10/2024_10:40
bottom of page