การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกและการทดสอบประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
- Impact Partnership

- 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

🔹1. Case Overview (บริบทและภาพรวมโครงการ)
ชื่อโครงการ | โครงการพัฒนาระบบการสำรวจและบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและดินถล่ม บนพื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการขั้นสูง |
หน่วยงานเจ้าของโครงการ | คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ |
พื้นที่ดำเนินการ | พื้นที่: ครอบคลุม 15 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ |
ช่วงเวลาดำเนินการ | เดือนมกราคม พ.ศ. 2564 - เดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 (ระยะเวลา 2 ปี) |
ปัญหา / โอกาส | ความจำเป็นในการจัดการภัยพิบัติ (น้ำท่วมและดินถล่ม) ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินประชาชน โดยขาดฐานข้อมูลสิ่งกีดขวางทางน้ำและแผนที่เสี่ยงภัยที่ละเอียดและแม่นยำสำหรับการวางแผนแก้ไขปัญหา |
Impact Verifier Status | จัดทำรายงานโดย สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย เสนอต่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ |
🔹 2. Stakeholder Mapping (การระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย)
กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย | บทบาทในโครงการ | ประโยชน์ที่ได้รับ (Outcomes) | ระดับการมีส่วนร่วม |
S1.1: หน่วยงานปฏิบัติการ (ปภ.เชียงใหม่ และเทศบาลเชียงใหม่) | • ให้ข้อมูลจุดเสี่ยงทางกายภาพในพื้นที่ • นำแพลตฟอร์มสารสนเทศไปใช้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำและดินถล่ม | • มิติสังคม: พัฒนาทักษะบุคลากรด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) • มิติเศรษฐกิจ: ลดระยะเวลาและขั้นตอนในการบริหารจัดการความขัดแย้งเรื่องน้ำ ทำให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น | สูง (Collaborate): เป็นผู้ใช้งานระบบหลัก (Main User) และร่วมลงพื้นที่เก็บข้อมูลพิกัดจริงร่วมกับทีมนักวิจัย |
S1.3: ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย (ครอบคลุม 15 อำเภอ) | • ให้ข้อมูลตำแหน่ง รูปภาพ และสภาพการกีดขวางทางน้ำจากประสบการณ์จริงในอดีต | • มิติเศรษฐกิจ: ลดค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูและซ่อมแซมบ้านเรือนจากความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม เนื่องจากระบบช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น | ปานกลาง (Involve): เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความคุ้มครองและเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการสำรวจภาคสนาม |
S2: คณะนักวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ | • พัฒนาแพลตฟอร์มระบบสารสนเทศข้อมูลสิ่งกีดขวางทางน้ำและแผนที่เสี่ยงภัยดินถล่ม • วิเคราะห์เสถียรภาพความลาดชันและตรวจสอบข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญ | • มิติวิชาการ: ยกระดับทักษะนักวิจัยและนักศึกษาผ่านการแก้ปัญหาจริงในพื้นที่ • มิติสังคม: สร้างชื่อเสียงและยกระดับภาพลักษณ์ความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยสู่สาธารณะ | สูงมาก (Empower): เป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรม (Driver) และเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีสู่ชุมชน |
S3: ผู้ให้ทุนสนับสนุน (สกสว.) | • สนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการจำนวน 10,000,000 บาท | • เชิงนโยบาย: ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับภาคีเครือข่าย ทปอ. • การเผยแพร่: ส่งต่อชุดองค์ความรู้ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ กว่า 100 แห่ง เพื่อยกระดับการทำงานระดับประเทศ | ปานกลาง (Support): สนับสนุนเชิงกลยุทธ์ การจัดสรรทรัพยากร และติดตามผลสัมฤทธิ์ |
S4: หน่วยงานนโยบายและภาคี (สทนช. ภาค 1 และเครือข่าย) | • นำฐานข้อมูลไปบูรณาการกับแผนจัดการลุ่มน้ำปิงและแผนทรัพยากรน้ำระดับชาติ | • ความบูรณาการ: ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลระหว่างหน่วยงานและเสริมสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย | ปานกลาง (Consult): เป็นเครือข่ายที่นำนวัตกรรมไปต่อยอดในเชิงบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำในภาพรวม |
🔹 3. Intervention / Innovation (กลยุทธ์ – วิธีการ – เครื่องมือที่ใช้)
นวัตกรรมหรือวิธีการทำงาน | 1) แพลตฟอร์มข้อมูลสิ่งกีดขวางทางน้ำ ระบบรวบรวมพิกัด รูปภาพ และสภาพจริงของสิ่งกีดขวางทางน้ำใน 15 อำเภอเชียงใหม่ พร้อมคำแนะนำวิธีแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละจุด ช่วยให้ ปภ. และเทศบาลบริหารจัดการน้ำ วางแผนขุดลอกและใช้งบประมาณได้ตรงจุด ลดขั้นตอนการทำงาน 2) ระบบแผนที่เสี่ยงภัยดินถล่มเชิงพื้นที่ แผนที่วิเคราะห์ความเสี่ยงดินถล่มจากการคำนวณเสถียรภาพความลาดชันจริง เน้นพื้นที่ชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวเชิงเขา ใช้สำหรับเตือนภัยและวางแผนความปลอดภัยล่วงหน้า ช่วยลดความเสียหายจากภัยพิบัติได้กว่า 76 ล้านบาท |
จุดแข็ง | การผนวก เทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูง (GIS/Online Platform) เข้ากับ ความรู้ทางวิศวกรรม (ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ) และ กระบวนการมีส่วนร่วม ของชุมชนในการสำรวจและเก็บข้อมูลภาคสนาม |
🔹 4. Impact Pathway / Theory of Change (เส้นทางของการเปลี่ยนแปลง)
ใช้โมเดลเชื่อมโยง Input → Activity → Output → Outcome → Impact
Input | Activity/Output | Output (ผลผลิต) | Outcome (ผลลัพธ์) | Impact |
|
|
|
|
|
🔹 5. Evidence & Indicators (หลักฐานและตัวชี้วัดผลลัพธ์)
ระบุผลลัพธ์ในเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น
Quantitative |
|
Qualitative |
|
SROI / Economic Valuation |
|
🔹 6. SV Key Lessons Learned (บทเรียนสำคัญ / ปัจจัยความสำเร็จ)
ปัจจัยที่ทำให้โครงการสำเร็จ | Partnership & Technology: ความสำเร็จเกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรม และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ (ปภ. และ เทศบาล) ในการนำข้อมูลไปใช้งานจริง |
อุปสรรคและสิ่งที่เรียนรู้จากการดำเนินงาน | โครงการที่ได้ผลต้องใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่จริงเป็นฐาน ควบคู่การมีส่วนร่วมของชุมชน และระบบที่แปลงข้อมูลให้ใช้งานได้ทันที พร้อมการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายผลลัพธ์และการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดระยะประโยชน์ของโครงการ (7 ปี) |
บทบาท |
|
🔹 7. Impact Scalability
สรุปว่ากระบวนการนี้สามารถ “ต่อยอด / ขยายผล” ไปที่พื้นที่อื่นได้อย่างไร
การขยายพื้นที่ (Geographic Scaling): ระบบแพลตฟอร์มสารสนเทศนี้มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น พร้อมนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่เสี่ยงภัยอื่นๆ นอกเหนือจาก 15 อำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือหรือพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ลาดเชิงเขาคล้ายคลึงกัน เพื่อสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภัยพิบัติที่ครอบคลุม
การขยายความร่วมมือ (Collaboration Scaling): โครงการมีศักยภาพและความพร้อมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer) ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีกกว่า 100 แห่ง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลและวางแผนป้องกันภัยได้อย่างมืออาชีพ
โครงการ ต้องการขยายความร่วมมือ อะไร ต่อยอด เชิญชวน Impact Partnership
Impact Partnership: ขอเชิญชวนหน่วยงานระดับนโยบาย อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) หรือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ. ส่วนกลาง) มาร่วมเป็นพันธมิตรในการนำระบบนี้ไปพัฒนาเป็น "ต้นแบบระดับประเทศ" เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงภัยที่แม่นยำและใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
🔹 8. SV Inspiration (การสะท้อนคุณค่าทางสังคม)
“What value did this project create for people and society?”
ผู้บริหาร/ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาลนครเชียงใหม่ / ปภ.จังหวัด) | "การมีฐานข้อมูลสิ่งกีดขวางทางน้ำที่แม่นยำ ไม่เพียงช่วยให้เราบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า แต่ยังเปลี่ยนการทำงานเชิงรับให้เป็นเชิงรุก ทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม" |
ตัวแทนชุมชนหรือประชาชนในพื้นที่ 15 อำเภอที่ได้รับผลกระทบ | "เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้จริงช่วยให้เรารู้เท่าทันความเสี่ยง ช่วยลดความสูญเสียต่อทรัพย์สินและบ้านเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม คืนความอุ่นใจและความปลอดภัยให้กับชุมชนของเราอีกครั้ง" |
หัวหน้าโครงการ / คณะนักวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ | "ความสำเร็จของโครงการนี้คือการผสานเทคโนโลยีสารสนเทศขั้นสูงเข้ากับบริบทของพื้นที่ เพื่อสร้าง 'เมืองที่มีภูมิต้านทาน' (Resilient City) ที่ข้อมูลไม่ได้อยู่แค่ในงานวิจัย แต่ถูกนำไปใช้ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้จริง" |
ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผลลัพธ์ทางสังคม / ผู้ให้ทุน (สกสว.) | "ทุก 1 บาทของการลงทุนในระบบนี้ สร้างมูลค่าคืนกลับสู่สังคมได้สูงถึง 6.71 บาท พิสูจน์ให้เห็นว่าการลงทุนด้านข้อมูลและนวัตกรรมเพื่อการจัดการภัยพิบัติ คือการลงทุนที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุดสำหรับอนาคต" |




ความคิดเห็น