“ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน สู่ความยั่งยืนที่เริ่มต้นจากฐานราก”

19 สิงหาคม 2569 | SOCIAL IMPACT 2026
การสร้างผลกระทบทางสังคมที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการทำงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการเชื่อมโยงบทบาท ความรู้ ทรัพยากร และโอกาสของหลายภาคส่วนเข้าหากัน เพื่อร่วมกันพัฒนาพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
กิจกรรม SOCIAL IMPACT 2026 ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความร่วมมือระหว่าง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นิคมอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาคี และชุมชนโดยรอบพื้นที่ ที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล มุมมอง ประสบการณ์ ปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบของกิจกรรม SOCIAL IMPACT 2026 ที่มุ่งสื่อสารผลการดำเนินงาน สร้างความเข้าใจต่อผลลัพธ์และคุณค่าที่เกิดขึ้น รับฟังความคิดเห็นจากพื้นที่ ตลอดจนเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง กนอ. นิคมอุตสาหกรรม โรงงาน ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคีเครือข่าย
เมื่อความร่วมมือเกิดขึ้นจากหลายระดับของพื้นที่
กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้แทนจากหลายภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนพื้นที่ ได้แก่
นายสุพัฒน์ สวัสดิ์-ชูโต ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล
คุณธงชัย งามเงินวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัท อาร์ไอแอล 1996 จำกัด
คุณศรัณยู อินทรโชติ Manager-RIL Operation
และ คุณทวัฒ มีมาก ประธานสภาเทศบาลนครมาบตาพุดในฐานะตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การมีส่วนร่วมของผู้แทนจาก กนอ. นิคมอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาคี และชุมชน สะท้อนให้เห็นภาพของความร่วมมือที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับการบริหารพื้นที่ การสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงระดับฐานรากของชุมชน
เพราะการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืน ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการมองเพียงมิติใดมิติหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของผู้ที่มีบทบาทแตกต่างกัน และเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของพื้นที่
เปิดพื้นที่ให้ “เสียงของชุมชน” ถูกมองเห็น
หนึ่งในหัวใจสำคัญของกิจกรรม คือการทำให้ “เสียงของชุมชน” และ “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง” ถูกมองเห็นมากขึ้น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
พื้นที่ของกิจกรรมจึงไม่ได้มีเพียงการนำเสนอผลการดำเนินงาน แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมสะท้อนปัญหา ความต้องการ ข้อจำกัด และโอกาสในการพัฒนาของพื้นที่จากมุมมองที่แตกต่างกัน
โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งตามกรอบของกิจกรรมมีบทบาทในการถ่ายทอด ผลลัพธ์ ประสบการณ์ ข้อจำกัด และโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจากมุมมองของผู้ดำเนินงานจริง
เพราะความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้ที่อยู่กับพื้นที่จริงมีโอกาสสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น และมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการพัฒนาของตนเอง
จากพื้นที่แลกเปลี่ยน สู่ Marketplace ที่สร้างโอกาสให้ชุมชน
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ SOCIAL IMPACT 2026 คือการเปิดพื้นที่ Marketplace ให้ 9 วิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมออกร้าน นำผลิตภัณฑ์ของตนเองมาจำหน่าย พร้อมถ่ายทอดเรื่องราว ภูมิปัญญา ทักษะ และทรัพยากรที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากหลายภาคส่วนได้รู้จักมากขึ้น
Marketplace ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “พื้นที่ขายสินค้า” แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยเชื่อม ชุมชนกับผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และเครือข่ายใหม่ ๆ พร้อมเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนถูกมองเห็นและมีโอกาสเข้าถึงตลาดมากขึ้น
การเยี่ยมชม Marketplace ยังถูกกำหนดไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกิจกรรมในช่วงบ่าย สะท้อนว่าการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนถูกเชื่อมโยงเข้ากับกระบวนการพัฒนาพื้นที่ ไม่ได้แยกออกจากการพูดคุยเรื่อง Impact และความยั่งยืน
9 วิสาหกิจชุมชน กับ 9 เรื่องราวของการสร้างคุณค่าจากพื้นที่









“ความยั่งยืนที่เติบโตจากพลังของชุมชน”
สิ่งที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือการเปิดพื้นที่ให้วิสาหกิจชุมชนเข้ามาจำหน่ายสินค้า
ความยั่งยืนที่เริ่มต้นตั้งแต่ฐานราก เมื่อชุมชนได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ สร้างมูลค่าจากทรัพยากรและภูมิปัญญาของตนเอง พร้อมเชื่อมโยงกับ กนอ. นิคมอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาคี เพื่อสร้างรายได้ อาชีพ และความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นจากภายในพื้นที่
เพราะเมื่อชุมชนสามารถสร้างรายได้จากสิ่งที่ตนเองมี พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น และมีเครือข่ายจากภายนอกเข้ามาสนับสนุนในจุดที่จำเป็น ความเข้มแข็งที่เกิดขึ้นจะไม่ได้มาจากการพึ่งพาความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นจาก ศักยภาพของชุมชนเอง
นี่คือจุดที่คำว่า “ความยั่งยืน” เริ่มกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้
จากสินค้าหนึ่งชิ้น อาจนำไปสู่รายได้ของหนึ่งครัวเรือนจากรายได้ อาจช่วยรักษาอาชีพของคนในพื้นที่จากอาชีพ อาจนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนและเมื่อชุมชนเข้มแข็ง การพัฒนาพื้นที่ก็มีโอกาสเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงมากขึ้น
“พลังของระบบความร่วมมือจากหลายภาคส่วน”
ภาพของผู้แทนจากหลายภาคส่วนที่มารวมตัวกันในกิจกรรมครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียง “ภาพหมู่ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม” แต่เป็นภาพของ ระบบความร่วมมือที่กำลังสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ฐานราก
ระบบที่เชื่อมโยง
กนอ. ในบทบาทของการขับเคลื่อนและเชื่อมโยงการพัฒนาพื้นที่
นิคมอุตสาหกรรม ในฐานะกลไกที่มีความใกล้ชิดกับบริบทของพื้นที่และภาคอุตสาหกรรม
ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ ที่สามารถสนับสนุนทรัพยากร ความรู้ เครือข่าย และโอกาส
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เชื่อมโยงการพัฒนากับบริบทและความต้องการของประชาชนในพื้นที่
หน่วยงานภาคี ที่เข้ามาเติมเต็มองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายความร่วมมือ
และที่สำคัญ คือ ชุมชน ซึ่งเป็นทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง และเจ้าของความยั่งยืนในระยะยาว
เมื่อแต่ละฝ่ายสามารถมองเห็นบทบาทและคุณค่าที่ตนเองสร้าง พร้อมเชื่อมโยงคุณค่าเหล่านั้นเข้าหากัน ความร่วมมือจึงไม่ได้จบลงพร้อมกับกิจกรรมหนึ่งวัน แต่สามารถต่อยอดไปสู่ ความสัมพันธ์ โครงการ โอกาสทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือใหม่ ๆ ในอนาคต
เปิดข้อมูล • เปิดมุมมอง • เปิดพื้นที่ความร่วมมือ
หัวใจของ SOCIAL IMPACT 2026 จึงอยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนสามารถมองเห็นภาพของพื้นที่ร่วมกัน
เปิดข้อมูลเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ การเปลี่ยนแปลง และสถานการณ์ของพื้นที่
เปิดมุมมองเพื่อรับฟังเสียง ปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เปิดพื้นที่ความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วน และร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน
กรอบของกิจกรรมยังให้ความสำคัญกับการนำความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนไปประกอบการกำหนดแนวทาง โครงการ หรือความร่วมมือที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ในระยะต่อไป
เพราะท้ายที่สุดแล้ว Social Impact ที่ยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง
แต่คือการทำให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตไปพร้อมกับพื้นที่ท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองวิสาหกิจชุมชนมีโอกาสเติบโตจากศักยภาพที่มีอยู่และ ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างคุณค่าที่สามารถส่งต่อได้ในระยะยาว
นี่คือตัวอย่างของความยั่งยืนที่เริ่มต้นตั้งแต่ฐานรากและเติบโตขึ้นจากพลังของความร่วมมือ



ความคิดเห็น