top of page

ห่วงโซ่คุณค่าที่เริ่มจากฐานราก | จากนาสู่ตลาดโลก เมื่อความสำเร็จของธุรกิจต้องเติบโตไปพร้อมกับชุมชน

18 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

เผยแพร่ : 23 ตุลาคม 2569

เขียนโดย : คุณจารุวรรณ สัตถากุล ผู้อำนวยการสำนักกิจการระหว่างประเทศ ธ.ก.ส. และ กรรมการสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย Social Value Thailand


“...วันนี้ คู่ค้าต่างประเทศไม่ได้ถามเพียงว่า ‘ราคาเท่าไร’ และ ‘คุณภาพเป็นอย่างไร’ แต่กำลังถามว่า ‘สินค้านี้มาจากไหน’ และ ‘ใครได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่คุณค่านี้…”

หากสินค้าสองชิ้นมีคุณภาพใกล้เคียงกันและจำหน่ายในราคาไม่ต่างกัน อะไรจะทำให้ผู้ซื้อในตลาดโลกตัดสินใจเลือกสินค้าชิ้นหนึ่งเหนืออีกชิ้นหนึ่ง?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพหรือราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อยู่ที่คำถามว่า “สินค้านี้มาจากไหน ผลิตอย่างไร และใครได้รับประโยชน์จากการเติบโตของธุรกิจ?”

สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย กำลังยกระดับความคาดหวังด้านความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน ผ่านกติกาการตรวจสอบสถานะด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมขององค์กร (Corporate Sustainability Due Diligence Directive: CSDDD)

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสินค้าที่ส่งออกเท่านั้น แต่รวมถึงความรับผิดชอบตลอดเส้นทางที่สินค้านั้นถูกผลิตขึ้น


“...เมื่อการปฏิบัติตามกติกาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างคุณค่าร่วม…”

ที่ผ่านมา การบริหารห่วงโซ่อุปทานมักให้ความสำคัญกับต้นทุน คุณภาพ และความต่อเนื่องของการส่งมอบสินค้า แต่เมื่อความคาดหวังด้านความยั่งยืนเพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจนถึงผู้บริโภคปลายทาง

กติกาด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปกำลังผลักดันให้ธุรกิจให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การจัดเก็บข้อมูล และการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้า แม้ขอบเขตข้อกำหนดและสถานะการบังคับใช้ยังอยู่ภายใต้การปรับเปลี่ยนทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามกติกา (Compliance) เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำ ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ

เพราะสิ่งที่คู่แข่งอาจเลียนแบบได้คือกระบวนการผลิตหรือมาตรฐานสินค้า แต่สิ่งที่สร้างขึ้นได้ยากกว่า คือความสัมพันธ์ระยะยาว ความไว้วางใจ และความร่วมมือกับชุมชนต้นน้ำ


“...จากผู้ขายวัตถุดิบ สู่หุ้นส่วนในการสร้างคุณค่าร่วม…”

แนวคิด Impact Trade หรือการค้าที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวก เสนอให้ธุรกิจมองชุมชนต้นน้ำมากกว่าฐานการจัดหาวัตถุดิบ แต่เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการสร้างคุณค่าร่วมกัน


ภายใต้แนวคิด Impact Supply Chain Partnership ความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับผู้ผลิตจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการซื้อขาย แต่ครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพ การกำหนดเงื่อนไขการค้าที่เป็นธรรม การแบ่งปันโอกาสทางเศรษฐกิจ และการร่วมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจข้าวที่ร่วมพัฒนาคุณภาพผลผลิตกับชาวนา อาจไม่ได้สร้างประโยชน์เพียงการเพิ่มมูลค่าสินค้า แต่ยังมีโอกาสสนับสนุนรายได้ที่มั่นคงขึ้น ลดความเสี่ยงด้านการผลิต และสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ต่อเนื่อง

เมื่อชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งมอบวัตถุดิบ แต่มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของห่วงโซ่คุณค่า ความยั่งยืนจึงเปลี่ยนจากต้นทุนในการปฏิบัติตามข้อกำหนด ไปสู่โอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน


“...จากนาข้าวเชียงราย สู่การสร้างคุณค่าที่ตลาดมองเห็น…”

กรณีของ ข้าวธรรมชาติ จังหวัดเชียงราย เป็นประเด็นสำคัญในการทำความเข้าใจว่าความร่วมมือระหว่างธุรกิจกับชุมชนต้นน้ำสามารถเชื่อมโยงไปสู่การสร้างคุณค่าในตลาดได้อย่างไร

การวิเคราะห์กรณีศึกษานี้จำเป็นต้องพิจารณาทั้งรูปแบบการทำงานร่วมกับชาวนา การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การกระจายผลประโยชน์ และการตอบรับของตลาด ควบคู่กับหลักฐานการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้เสีย


[รอข้อมูลสัมภาษณ์ข้าวธรรมชาติและผลประเมิน SVTH ปี 2569 เพื่อเพิ่มเติมจำนวนชาวนาที่เข้าร่วม รูปแบบความร่วมมือ ผลลัพธ์ด้านรายได้หรือคุณภาพชีวิต และข้อมูลตลาดที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่]


กรณีศึกษานี้ยังสะท้อนคำถามสำคัญว่า ธุรกิจจะสามารถเปลี่ยนเรื่องราวของชุมชนให้เป็นคุณค่าทางการตลาด โดยไม่กล่าวอ้างผลกระทบเกินกว่าหลักฐานที่มีอยู่ได้อย่างไร

เพราะในตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับที่มาของสินค้า เรื่องเล่าที่น่าเชื่อถือที่สุดไม่ใช่เรื่องเล่าที่สวยงามที่สุด แต่คือเรื่องเล่าที่มีผลลัพธ์จริงรองรับ


“...เมื่อการเงินต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน…”

การสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่รับผิดชอบต่อสังคมจำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุน โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตรายย่อย เทคโนโลยีการผลิต และระบบตรวจสอบย้อนกลับ

กลไกสินเชื่อและการเงินสีเขียวจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว

ตัวอย่างระดับประเทศ คือ โครงการ Thai Rice (GCF FP214) ภายใต้กองทุน Green Climate Fund ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 134 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมุ่งสนับสนุนการผลิตข้าวที่ลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ โดยมี GIZ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นภาคีที่เกี่ยวข้อง

แนวทางนี้สะท้อนโอกาสในการเชื่อมโยงเงินทุนกับผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของเกษตรกร แทนการพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนทางการเงิน


“...หากต้องการสร้างห่วงโซ่คุณค่าแบบนี้ ธุรกิจควรเริ่มต้นกับใคร?...”

คำถามสำคัญสำหรับธุรกิจไทยจึงไม่ใช่เพียงจะปรับตัวให้สอดคล้องกับกติกาการค้าโลกอย่างไร แต่คือจะเริ่มสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าต้นน้ำรายใด และใครจะร่วมลงทุนเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริง


ประเด็นนี้จะถูกนำมาแลกเปลี่ยนผ่านเวที Compliance is the Floor และ Roundtable Impact Trading เพื่อเชื่อมโยงมุมมองด้านการค้า การเงิน และการสร้างผลกระทบทางสังคม

พร้อมต่อยอดสู่ Learning Trip วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้จากการดำเนินงานจริง และสำรวจแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างธุรกิจกับชุมชน

เพราะท้ายที่สุด ห่วงโซ่คุณค่าที่เข้มแข็งไม่ได้วัดจากความสามารถในการส่งสินค้าไปได้ไกลเพียงใด แต่ต้องพิจารณาว่าการเติบโตนั้นสร้างโอกาสกลับไปถึงผู้คนที่เป็นจุดเริ่มต้นของสินค้าได้มากเพียงใด


“...จากแนวคิดสู่การเรียนรู้ในพื้นที่จริง…”

Social Value Thailand ขอเชิญภาคธุรกิจ SME ผู้ส่งออก ภาคการเงิน และภาคสังคม ร่วมเรียนรู้แนวทางสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงความสามารถในการแข่งขันกับผลกระทบทางสังคม ผ่านกิจกรรม Learning Trip วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569


ร่วมเรียนรู้ เจาะลึกมาตรฐานเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

Social Value Thailand (SVTH) ขอเชิญภาคธุรกิจ ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจร่วมเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการผลกระทบและการขับเคลื่อน SDGs ใน งาน Impact Together Forum 2026 วันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 ผ่านกิจกรรม Impact Lab #2 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางประยุกต์ใช้หลักการ Social Value ร่วมกับ SVI



SVTH ขอเชิญร่วมค้นหาคำตอบใน งาน Impact Together Forum 2026

วันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการเชื่อมการวัดผล การบริหารจัดการ และการขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน


“...ร่วมขับเคลื่อนผลกระทบที่ยั่งยืน…”

Social Value Thailand (SVTH) ขอเชิญผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และภาคีทุกภาคส่วนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาความร่วมมือ ลงทะเบียน ( Early Bird ) ได้ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2569 แล้วพบกันวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 เพื่อร่วมต่อยอดการวัดผลสู่การบริหารจัดการและการขับเคลื่อนผลกระทบร่วมกัน




ความคิดเห็น


IPP LOGO WH.png
Impact Function
About IPP
Social Media
image.png
image 38.png

IMPACT PARTNERSHIP PLATFORM

Tel : 089-680–1233, 090-669-3961
Email : info@impactpartnership.asia
Mon – Fri, 09:00-18:00 

Find us at the office 8/106 PATIO Kallapaphruk-SathornKanchanapisek Road, Bangkae, Bangkok, Thailand 10160

Copy right 2021 all rights reserved © NISE CORPORATION CO.,LTD Version: 3.0.7 | 10/10/2024_10:40
bottom of page