top of page

โครงการการพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของระบบป้องกันการขาดยาของผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่

  • รูปภาพนักเขียน: Impact Partnership
    Impact Partnership
  • 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที



🔹1. Case Overview (บริบทและภาพรวมโครงการ)

ชื่อโครงการ

โครงการการพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของระบบป้องกันการขาดยาของผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ (Development and evaluation of the effectiveness of system for prevention of Lost to follow-up among Newly Diagnosed Pulmonary Tuberculosis Patients) 

หน่วยงานเจ้าของโครงการ


คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

พื้นที่ดำเนินการ

โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป 15 แห่ง ทั่วทุกภาคของประเทศไทย

ช่วงเวลาดำเนินการ

23 มกราคม 2566 – 22 มกราคม 2567 (ระยะเวลา 1 ปี) 

ปัญหา / โอกาส

วัณโรคเป็นโรคอุบัติซ้ำที่ทวีความรุนแรงจากการดื้อยาหลายขนาน สาเหตุหลักมาจากการรักษาไม่ต่อเนื่องหรือ "ขาดยารักษา" เนื่องจากผลข้างเคียงของยา ปัญหาเศรษฐกิจ และการขาดผู้ดูแล

Impact Verifier Status 

SROI 2.57 (ระดับ Impact: ดี ) 

ประเมินโดย: สมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย (Social Value Thailand) 

ตรวจรับรองโดย: ดร.กฤษณะ  ธีรพลพิพัฒและ คุณศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ

🔹 2. Stakeholder Mapping (การระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย)

กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

บทบาท

ประโยชน์ที่ได้รับ (หรือได้รับผลกระทบ)

ระดับการมีส่วนร่วม

S1: ผู้ได้รับประโยชน์หลัก (ผู้ป่วยวัณโรครายใหม่, ครอบครัว, ชุมชน)

ให้ความร่วมมือในการรักษาตามแผน ปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันการแพร่เชื้อ และเข้าสู่กระบวนการกำกับการรับประทานยา (DOT)

ได้รับการรักษาจนหายขาดจากโรค ลดโอกาสการเกิดวัณโรคดื้อยา

  • ลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อสู่สมาชิกในครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาซ้ำซ้อนหรือการรักษาวัณโรคดื้อยาที่มีราคาสูง 

ดีเยี่ยม (ร้อยละ 80.77 เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าระบบเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและครอบครัว)

S2: หน่วยงานดำเนินงานและสนับสนุนทุน (ม.เชียงใหม่, สวรส.)

เป็นแกนกลางในการใช้วิธีพัฒนาคุณภาพโดยความร่วมมือ (CQI) ระหว่าง 15 โรงพยาบาล และสนับสนุนงบประมาณวิจัย

พัฒนาระบบป้องกันการขาดยาที่มีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริง (CPG/Flow)

  • ยกระดับผลงานวิจัยที่มีผลกระทบทางสังคมสูง (SROI 2.57)

  • สร้างองค์ความรู้ใหม่ในการจัดการผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงขาดยา (เช่น แรงงานต่างด้าว, ผู้ป่วยเร่ร่อน) 

สูง (ต้นแบบการประเมินประสิทธิผลเชิงระบบ)

S3: เครือข่ายหน่วยงานวิชาการและวิชาชีพ (ทีมสหสาขาวิชาชีพ 15 โรงพยาบาล)

ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Learning Sessions) และนำระบบไปทดลองปฏิบัติในคลินิกวัณโรค 

มีแนวทางการปฏิบัติงาน (CPG/Flow) ที่ชัดเจน ลดความสับสนสำหรับบุคลากรใหม่

  • เกิดเครือข่ายความร่วมมือ "พี่สอนน้อง" และการปรึกษาหารือระหว่างโรงพยาบาล

  • ลดความเครียดในการปฏิบัติงานและสร้างขวัญกำลังใจในการดูแลผู้ป่วย

ต่อเนื่อง (มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ 3 ครั้งเพื่อปรับปรุงระบบ)

S4: หน่วยงานราชการและนโยบาย (กองวัณโรค, ผู้บริหารโรงพยาบาล)


สนับสนุนทรัพยากร สถานที่ และกำหนดนโยบายการบริหารจัดการคลินิกวัณโรคแบบ One Stop Service

อัตราการขาดยาในภาพรวมลดลงจากร้อยละ 6.79 เหลือร้อยละ 4.87 (ใน 14 โรงพยาบาล)

  • มีฐานข้อมูลสถานการณ์การรักษาที่เป็นปัจจุบันเพื่อใช้วางแผนงบประมาณ

  • สร้างต้นแบบการจัดการสิทธิการรักษาสำหรับผู้ไม่มีสิทธิประกันสุขภาพ (เช่น ผู้ไม่มีบัตรประชาชน)

เชิงบูรณาการ (โรงพยาบาลร้อยละ 92.86 มีอัตราขาดยาลดลงหลังเข้าร่วมโครงการ)



🔹 3. Intervention / Innovation (กลยุทธ์ – วิธีการ – เครื่องมือที่ใช้) 

นวัตกรรมหรือวิธีการทำงาน

1. กระบวนการ Collaborative Quality Improvement (CQI): การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดมสมองจากผู้ปฏิบัติงานจริง 15 รพ. เพื่อสร้างระบบที่เหมาะสมกับบริบท

2. ระบบดูแลผู้ป่วย 5 องค์ประกอบ:

  • TB Team: ทีมสหสาขา (แพทย์ Mr.TB, พยาบาล TB Manager, เภสัช, ฯลฯ)

  • Rights Management: จัดการสิทธิการรักษาให้ครอบคลุม

  • Screening: แบบคัดกรองกลุ่มเสี่ยงขาดยา เพื่อดูแลเข้มข้น

  • Counseling & Support: ระบบให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางสังคม

  • Monitoring: ระบบติดตามและส่งต่อที่เข้มแข็ง 

จุดแข็ง

  • Practical & Flexible: ระบบยืดหยุ่น ปรับใช้ได้ตามบริบท รพ. แต่มีมาตรฐานเดียวกัน 

  • Multidisciplinary: ดึงศักยภาพทุกวิชาชีพมาช่วยดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม 

  • Preventive Focus: เน้น "คัดกรองความเสี่ยงขาดยา" ตั้งแต่แรกรับ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ 



🔹 4. Impact Pathway / Theory of Change (เส้นทางของการเปลี่ยนแปลง)

ใช้โมเดลเชื่อมโยง Input → Activity → Output → Outcome → Impact

Input

Activity/Output

Output (ผลผลิต)

Outcome (ผลลัพธ์)

Impact

  • งบประมาณโครงการ 1.4 ล้านบาท: ถูกต้องตามเอกสารสรุปโครงการ

  • ต้นทุนรวม (รวม In-kind) 3.47 ล้านบาท: ถูกต้อง ซึ่งเป็นการคำนวณมูลค่ารวมทั้งเวลาของบุคลากรและค่าเดินทาง

  • บุคลากรสหวิชาชีพ 84 คน จาก 15 รพ.: ถูกต้อง โดยเป็นบุคลากรจากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 15 แห่งทั่วประเทศ 

  • ประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) 3 ครั้ง เพื่อถอดบทเรียนและพัฒนาระบบ

  • ทดลองใช้ระบบในโรงพยาบาล (Action Period) 3-6 เดือน

  • ติดตามประเมินผลและปรับปรุงระบบ (PDSA Loop)

  • คู่มือ/แนวทางการป้องกันการขาดยา 1 ชุด

  • แบบคัดกรองความเสี่ยงผู้ป่วยขาดยา 1 ฉบับ

  • 15 โรงพยาบาลมีระบบการดูแลที่เป็นมาตรฐาน

  • อัตราการขาดยาของ 13 รพ. (92.86%) ลดลงเมื่อเทียบกับอดีต

  • ผู้ป่วย 3,268 ราย ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ ลดความเสี่ยงดื้อยา

  • บุคลากรมีความพึงพอใจ มีแนวทางทำงานชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขจากการรักษาวัณโรคดื้อยา   (มูลค่ากว่า 5.3 ล้านบาท)

  • ลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ครอบครัวและชุมชน (มูลค่ากว่า 3.6 ล้านบาท)

  • เกิดนโยบายสาธารณสุขในการดูแลผู้ป่วยวัณโรคแนวใหม่ 


🔹 5. Evidence & Indicators (หลักฐานและตัวชี้วัดผลลัพธ์)

ระบุผลลัพธ์ในเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น

Quantitative

  • อัตราการขาดยาลดลง: ภาพรวมลดจาก 6.79% เหลือ 4.87%

  • Zero Default: โรงพยาบาล 2 แห่ง สามารถทำให้อัตราขาดยาเป็น 0% ได้สำเร็จ

  • Success Rate: 92.86% ของโรงพยาบาลที่เข้าร่วมมีแนวโน้มดีขึ้น (13 จาก 14 แห่ง)

Qualitative

  • 80.77% ของบุคลากรเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าระบบเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วย

  • บุคลากรระบุว่าระบบช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น มีแนวทางชัดเจน เป็นประโยชน์มากสำหรับเจ้าหน้าที่ใหม่

SROI / Economic Valuation

  • SROI Ratio: 2.57 (ทุก 1 บาทที่ลงทุน สร้างผลลัพธ์ทางสังคมคืนมา 2.57 บาท)มูลค่าผลลัพธ์รวม: 8,937,879.16 บาท

  • สัดส่วนผลลัพธ์: คุณภาพชีวิต (67.7%), นวัตกรรม (17.3%), สังคม (15.0%)



🔹 6. SV Key Lessons Learned (บทเรียนสำคัญ / ปัจจัยความสำเร็จ)


ปัจจัยที่ทำให้โครงการสำเร็จ

  • Teamwork: การมีทีมสหสาขาวิชาชีพที่เข้มแข็งและทำงานประสานกันได้ดี

  • Leadership: บทบาทของ "Mr. TB" (แพทย์) และ "TB Manager" (พยาบาล) ที่ชัดเจน

  • Process: การใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หน้างานจริง (CQI) ทำให้เกิดการยอมรับสูง

อุปสรรคและสิ่งที่เรียนรู้จากการดำเนินงาน

  •  Resource Constraint: ขาดแคลนบุคลากร ภาระงานหนัก และขาดงบประมาณสนับสนุนผู้ป่วยยากไร้ (ค่าเดินทาง/อาหาร)

  • Patient Complexity: ผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง (เร่ร่อน, ติดสุรา, ต่างด้าว) ดูแลยาก ต้องอาศัยเครือข่ายชุมชนช่วย 

บทบาท

การสร้างเครือข่าย "พี่สอนน้อง" ระหว่างโรงพยาบาลช่วยสร้างกำลังใจและถ่ายทอดเทคนิคการทำงาน



🔹 7. Impact Scalability 

  • สรุปว่ากระบวนการนี้สามารถ “ต่อยอด / ขยายผล” ไปที่พื้นที่อื่นได้อย่างไร

คู่มือและแบบคัดกรองความเสี่ยงที่พัฒนาขึ้น สามารถนำไปใช้เป็นมาตรฐานในคลินิกวัณโรคทั่วประเทศได้ทันที 

  • โครงการ ต้องการขยายความร่วมมือ อะไร ต่อยอด เชิญชวน Impact Partnership

ความร่วมมือที่ต้องการ:

เชิงนโยบาย: ผลักดันให้มีบุคลากรประจำคลินิกวัณโรค (Full-time) และงบประมาณสนับสนุนผู้ป่วยยากไร้ (Non-medical cost)

ท้องถิ่น: ดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาช่วยดูแลค่าเดินทางและปัจจัยพื้นฐานให้ผู้ป่วย




🔹 8. SV Inspiration (การสะท้อนคุณค่าทางสังคม)

“What value did this project create for people and society?”

บุคลากรวิชาชีพ ทีมดูแลผู้ป่วยวัณโรค

"ความสุขที่สุดของการทำงาน คือการได้เห็นผู้ป่วยรักษาจนหายขาด รอยยิ้มและคำขอบคุณจากพวกเขา คือพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เรามุ่งมั่นทำงานนี้ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ"

พยาบาลวิชาชีพและผู้ปฏิบัติงานคลินิกวัณโรค


"ระบบนี้เปรียบเสมือนเข็มทิศที่เปลี่ยนความซับซ้อนให้เป็นมาตรฐาน ช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนและสร้างความมั่นใจให้แก่บุคลากรใหม่ ว่าเรากำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อผู้ป่วยทุกคน"

ผู้เข้าร่วมโครงการและเครือข่ายโรงพยาบาล

"มากกว่าการได้คู่มือการทำงาน คือการเกิด 'เครือข่ายความร่วมมือ' ที่เข้มแข็ง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบพี่สอนน้องช่วยเติมไฟในการทำงาน และทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้สู้อยู่เพียงลำพัง"

ทีมวิจัยและพัฒนาโครงการ 

"นวัตกรรมที่เกิดจาก 'ผู้ปฏิบัติงานจริง' ย่อมนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ 'ตรงจุด' ระบบนี้พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดอัตราการขาดยาได้จริง เปลี่ยนวิกฤตเชื้อดื้อยาให้เป็นโอกาสในการสร้างสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน"


ความคิดเห็น


IPP LOGO WH.png
Impact Function
About IPP
Social Media
image.png
image 38.png

IMPACT PARTNERSHIP PLATFORM

Tel : 089-680–1233, 090-669-3961
Email : info@impactpartnership.asia
Mon – Fri, 09:00-18:00 

Find us at the office 8/106 PATIO Kallapaphruk-SathornKanchanapisek Road, Bangkae, Bangkok, Thailand 10160

Copy right 2021 all rights reserved © NISE CORPORATION CO.,LTD Version: 3.0.7 | 10/10/2024_10:40
bottom of page