Research to Impact: เมื่อมหาวิทยาลัยไม่ได้แค่สร้างความรู้ เราจะเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นคุณค่าที่เกิดขึ้นจริงต่อสังคมได้อย่างไร?

เผยแพร่ : 20 ตุลาคม 2569
เขียนโดย : ผศ.ดร.ไพรัช พิบูลย์รุ่งโรจน์ ผู้ช่วยอธิการบดี (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) และ กรรมการสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย
“...เมื่ออันดับมหาวิทยาลัยสูงขึ้น คำถามสำคัญคือใครได้รับประโยชน์?...”
หากมหาวิทยาลัยมีผลงานวิจัยตีพิมพ์เพิ่มขึ้น ได้รับสิทธิบัตรมากขึ้น และก้าวขึ้นสู่อันดับความยั่งยืนระดับโลก เราจะถือว่านั่นคือความสำเร็จของการวิจัยได้แล้วหรือไม่?
ผลการจัดอันดับ THE Impact Rankings 2026 พบว่า มหาวิทยาลัยไทย 7 แห่งติดอันดับ 100 อันดับแรกของโลก รวมถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับ 49 และมหาวิทยาลัยมหิดล อันดับ 56 สะท้อนความก้าวหน้าของสถาบันอุดมศึกษาไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
ทว่า ท่ามกลางความสำเร็จดังกล่าว ยังมีคำถามสำคัญจากภาคอุตสาหกรรมและชุมชนว่า “งานวิจัยเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตใคร และสร้างคุณค่าต่อสังคมได้มากเพียงใด?”
“...จากผลงานวิจัยสู่ผลกระทบ เมื่อความสำเร็จไม่ได้สิ้นสุดที่การตีพิมพ์…”
ที่ผ่านมา การประเมินความสำเร็จของงานวิจัยมักให้ความสำคัญกับจำนวนบทความวิชาการ สิทธิบัตร นวัตกรรม และทุนวิจัย ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนศักยภาพทางวิชาการ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าความรู้เหล่านั้นสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อผู้คนและสังคมอย่างไร
แนวคิด Research to Impact จึงชวนให้พิจารณาความสำเร็จของงานวิจัยผ่านสามระดับ ได้แก่ ผลผลิต (Output) ผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact)
ผลผลิต คือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการวิจัย เช่น เทคโนโลยีต้นแบบหรือองค์ความรู้ใหม่ ขณะที่ผลลัพธ์ คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้ประโยชน์ เช่น เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต หรือผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่วนผลกระทบ คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อพิจารณาปัจจัยภายนอกและสิ่งที่อาจเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพื่อระบุส่วนที่งานวิจัยมีส่วนสนับสนุนอย่างสมเหตุสมผล
ความแตกต่างนี้สะท้อนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่งวัด “มหาวิทยาลัยผลิตอะไรได้บ้าง” ไปสู่ “สิ่งที่ผลิตขึ้นสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับสังคม”
“...มหาวิทยาลัยกับการสร้างคุณค่าร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลง…”
การสร้างผลกระทบจากงานวิจัยไม่อาจเกิดขึ้นจากนักวิจัยเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และชุมชน ตั้งแต่การกำหนดโจทย์วิจัยจนถึงการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์
แนวคิดการร่วมสร้างสรรค์ (Co-creation) จึงมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยจากผู้ถ่ายทอดความรู้ทางเดียว ไปสู่หุ้นส่วนที่ร่วมออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหากับผู้ใช้ประโยชน์
ตัวอย่างเช่น งานวิจัยด้านการเกษตรไม่ควรสิ้นสุดเพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ต้องติดตามว่าเกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริงหรือไม่ ต้นทุนลดลงเพียงใด และคุณภาพชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างไร
“...เมื่อคุณค่าของงานวิจัยเริ่มถูกสะท้อนผ่านการประเมินผลกระทบ…”
มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งเริ่มนำการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) มาใช้สะท้อนคุณค่าของงานวิจัยและบริการวิชาการ
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นหนึ่งในตัวอย่าง โดยรายงานผลการประเมิน SROI จำนวน 6 โครงการในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งมีค่า SROI รายโครงการระหว่าง 1.32–5.15 เท่า โดยโครงการด้านกาแฟอาราบิก้ามีค่า SROI 5.15 เท่า
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข SROI ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะคุณภาพของการประเมินขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของข้อมูล การรับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และการพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อไม่กล่าวอ้างคุณค่าเกินกว่าที่เกิดขึ้นจริง
“...จากการวัดผลกระทบ สู่การตัดสินใจเชิงนโยบายวิจัย…”
กรณีศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สามารถสะท้อนบทบาทของการประเมินผลกระทบและกระบวนการตรวจรับรอง (Assurance) ในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับข้อค้นพบจากงานวิจัย
[รอ ผศ.ดร.ไพรัช คัดเลือกกรณีศึกษาที่ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ โดยระบุผลลัพธ์ต่อผู้มีส่วนได้เสียและข้อค้นพบสำคัญจากการประเมิน]
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญยิ่งกว่าการมีผลประเมิน คือการนำข้อมูลเหล่านั้นกลับไปใช้กำหนดโจทย์วิจัยและจัดสรรทุนในรอบถัดไป รวมถึงการสร้างความร่วมมือข้ามมหาวิทยาลัยผ่านเครือข่าย SVA เพื่อยกระดับคุณภาพการประเมินและการเรียนรู้ร่วมกัน
“...หากอันดับไม่ใช่เป้าหมาย อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของมหาวิทยาลัย?...”
การจัดอันดับระดับโลกอาจสะท้อนความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้อธิบายคุณค่าของงานวิจัยต่อสังคมได้ทั้งหมด
โจทย์สำคัญของสถาบันอุดมศึกษาในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผลงานวิจัย แต่คือการสร้างระบบที่เชื่อมโยงองค์ความรู้กับการใช้ประโยชน์ การติดตามผลกระทบ และการนำข้อค้นพบกลับไปพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นดังกล่าวจะถูกนำมาแลกเปลี่ยนในเวที Plenary #2: Research to Impact ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงกิจกรรม Impact Showcase และ Impact Lab #1
เพราะท้ายที่สุด คุณค่าของมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่เพียงที่องค์ความรู้ที่สร้างขึ้น แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนองค์ความรู้นั้นให้เป็นโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน
“...จากองค์ความรู้ สู่การสร้างผลกระทบร่วมกัน…”
ขอเชิญมหาวิทยาลัย นักวิจัย หน่วยทุนวิจัย และผู้สนใจร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการประเมินและบริหารจัดการผลกระทบจากงานวิจัย ผ่านเวที Research to Impact เพื่อร่วมขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์และสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน
ติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม โดยสมาชิกเครือข่าย SVA ได้รับสิทธิ์ลงทะเบียนในราคาพิเศษ
ร่วมเรียนรู้ เจาะลึกมาตรฐานเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
Social Value Thailand (SVTH) ขอเชิญภาคธุรกิจ ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจร่วมเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการผลกระทบและการขับเคลื่อน SDGs ใน งาน Impact Together Forum 2026 วันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 ผ่านกิจกรรม Impact Lab #2 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางประยุกต์ใช้หลักการ Social Value ร่วมกับ SVI
SVTH ขอเชิญร่วมค้นหาคำตอบใน งาน Impact Together Forum 2026
วันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการเชื่อมการวัดผล การบริหารจัดการ และการขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
“...ร่วมขับเคลื่อนผลกระทบที่ยั่งยืน…”
Social Value Thailand (SVTH) ขอเชิญผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และภาคีทุกภาคส่วนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาความร่วมมือ ลงทะเบียน ( Early Bird ) ได้ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2569 แล้วพบกันวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 เพื่อร่วมต่อยอดการวัดผลสู่การบริหารจัดการและการขับเคลื่อนผลกระทบร่วมกัน




ความคิดเห็น