top of page

Beyond Capital | ก้าวข้ามทุน ปลดล็อกคุณค่า สู่พลังการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

17 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

เผยแพร่ : 23 ตุลาคม 2569

เขียนโดย : ดร.กฤษณะ ธีรพลพิพัฒ


“...เมื่อเงินทุนเพื่อความยั่งยืนเติบโต ใครได้รับประโยชน์จริง?...”

เงินทุนเกือบหนึ่งล้านล้านบาท สะท้อนความสำเร็จของการระดมทุน แต่สะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้วหรือยัง?

ตลาดตราสารหนี้ ESG ของไทยเติบโตจากประมาณ 23,000 ล้านบาทในปี 2562 สู่ยอดคงค้างราว 978,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนความก้าวหน้าของตลาดทุนไทยในการเชื่อมโยงเงินทุนกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

แต่เงินทุนที่เติบโต ไม่ได้หมายความว่าคุณค่าทางสังคมจะเติบโตตามเสมอไป ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียง “เราระดมทุนได้มากเพียงใด” แต่คือ “เงินทุนเหล่านั้นสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ใคร อย่างไร และพิสูจน์ผลลัพธ์ได้หรือไม่?”

นี่คือโจทย์สำคัญของการก้าวข้าม การระดมทุน (Capital Mobilization) สู่ การสร้างคุณค่าที่แท้จริง (Value Creation) เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม


ตลาดทุนไทย: จากการสร้างเครื่องมือ สู่การสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยวางรากฐานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล การประเมิน ESG การจำแนกกิจกรรมสีเขียว และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

ด้านการเปิดเผยข้อมูล สำนักงาน ก.ล.ต. พัฒนาแนวทางรายงานตามมาตรฐาน ISSB ได้แก่ IFRS S1 และ IFRS S2 โดยเสนอให้เริ่มเปิดเผยข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากบริษัทกลุ่ม SET50 ก่อนขยายสู่ SET100 ตามระยะเปลี่ยนผ่าน

ด้านการประเมิน ESG ปี 2568 บริษัทจดทะเบียน 265 แห่งได้รับ SET ESG Ratings เพิ่มจาก 219 แห่ง ครอบคลุมราวร้อยละ 70 ของมูลค่าตลาดรวม พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ FTSE Russell ESG Scores ในปี 2569

ด้านมาตรฐานกิจกรรมสีเขียว Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2568 ขยายขอบเขตสู่ภาคเกษตร ก่อสร้าง การผลิต และการจัดการของเสีย เพื่อสร้างภาษากลางระหว่างธุรกิจกับสถาบันการเงิน

ด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ไทยมีทั้งตราสารหนี้ ESG พันธบัตรรัฐบาล Sustainability-Linked Bond ในปี 2567 และกองทุน Thai ESGX ที่เพิ่มทางเลือกการลงทุนอย่างยั่งยืน


ความก้าวหน้าเหล่านี้สะท้อนว่า โจทย์ของตลาดทุนไทยไม่ใช่เพียงการมีเครื่องมือด้านความยั่งยืนมากขึ้น แต่คือการทำให้เครื่องมือเหล่านั้นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และสร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง


จากความเสี่ยงทางการเงิน สู่การมองเห็นผลกระทบที่แท้จริง

แม้การประเมิน ESG และการเปิดเผยข้อมูลจะช่วยให้นักลงทุนเข้าใจความเสี่ยงของธุรกิจ แต่เครื่องมือจำนวนมากยังมุ่งตอบว่า “ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมกระทบต่อบริษัทอย่างไร” มากกว่า “บริษัทสร้างผลกระทบต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างไร”

ช่องว่างนี้สะท้อนความแตกต่างระหว่าง Single Materiality และ Double Materiality ที่ชวนให้มองไกลกว่าความเสี่ยงทางการเงิน สู่การพิจารณาผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจควบคู่กัน

อีกโจทย์สำคัญคือ ใครเข้าถึงเงินทุนเพื่อความยั่งยืนได้จริง? บริษัทขนาดใหญ่มักมีความพร้อมด้านข้อมูลและทรัพยากร ขณะที่ SME ธุรกิจเพื่อสังคม และชุมชนต้นน้ำยังเผชิญข้อจำกัดด้านหลักประกัน ข้อมูล และต้นทุนทางการเงิน

หากเงินทุนกระจุกตัวอยู่กับองค์กรที่พร้อมรายงาน ผู้ที่ต้องการโอกาสมากที่สุดอาจกลับเป็นผู้ที่เข้าถึงทุนได้ยากที่สุด ขณะเดียวกัน การขยายตัวของผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อความยั่งยืนจำเป็นต้องมีหลักฐานผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและลดความเสี่ยงของ Impact Washing หรือการกล่าวอ้างผลกระทบเกินจริง


เมื่อความร่วมมือปลดล็อกคุณค่าได้มากกว่าเงินทุน

การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงทุน ความรู้ และพลังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเปลี่ยนบทบาทตลาดทุนจากผู้จัดสรรทรัพยากร สู่ผู้ร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

แนวทางแรก Blended Finance หรือการเงินแบบผสมผสาน ใช้ทุนผ่อนปรนลดความเสี่ยงเพื่อดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน โดยข้อมูล Convergence ปี 2567 ระบุว่า ทุนผ่อนปรน 1 ดอลลาร์สามารถระดมทุนภาคเอกชนได้เฉลี่ย 3.76 ดอลลาร์ ตัวอย่างเช่น โครงการ Thai Rice ภายใต้ Green Climate Fund (FP214) ที่เชื่อมโยงเงินทุนเพื่อการพัฒนากับการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ

แนวทางที่สอง การเสริมพลังธุรกิจเพื่อสังคม ผ่าน SET Social Impact และโครงการ Refreshing SE for Growth ที่เชื่อมโยงกิจการเพื่อสังคมกับองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสเติบโต เพื่อสร้างคุณค่าที่มากกว่าผลตอบแทนทางการเงิน

แนวทางที่สาม การเงินที่เข้าถึงเศรษฐกิจฐานราก ผ่านสถาบันการเงินชุมชนและห่วงโซ่คุณค่าที่เปิดโอกาสให้ชุมชนมีบทบาทเป็น “หุ้นส่วนร่วมสร้างคุณค่า” ไม่ใช่เพียงผู้รับทุน


ทิศทางนี้สอดคล้องกับการเติบโตของ Impact Investing ซึ่ง GIIN ประเมินสินทรัพย์ภายใต้การบริหารทั่วโลกไว้ราว 1.571 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567


“...เมื่อเงินทุนเชื่อมโยงกับความรู้ ความไว้วางใจ และการลงมือทำร่วมกัน ตลาดทุนจึงไม่ได้เพียงสร้างผลตอบแทน แต่สามารถเป็นพลังขับเคลื่อนคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน…”




จากเงินทุนสู่ผลกระทบ ใครพร้อมลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง?

การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของใครเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกัน นักลงทุนต้องมองไกลกว่าผลตอบแทนทางการเงิน บริษัทต้องบริหารจัดการผลกระทบอย่างรับผิดชอบ ขณะที่สถาบันการเงินต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนเข้าถึงทุนอย่างทั่วถึง

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ “ใครมีเงินทุนมากที่สุด” แต่คือ “ใครพร้อมร่วมรับความเสี่ยง แบ่งปันความรู้ และลงมือสร้างผลลัพธ์ที่รับผิดชอบร่วมกัน”

ประเด็นนี้จะถูกขยายมุมมองผ่าน Opening Keynote โดย ดร.กอบศักดิ์ และ Roundtable ด้านการเงินเพื่อผลกระทบ เพื่อเชื่อมพลังตลาดทุน สถาบันการเงิน และเศรษฐกิจฐานราก สู่การสร้างคุณค่าที่มากกว่าเงินทุน


จากพลังการลงทุน สู่พันธสัญญาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง

“...เพราะคุณค่าที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือที่นำไปสู่การลงมือทำจริง…”


Social Value Thailand ขอเชิญผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน นักลงทุน และสถาบันการเงิน ร่วมเปิดมุมมองการเงินเพื่อผลกระทบ พร้อมแสดงเจตนารมณ์ผ่าน Impact Together Compact เพื่อเปลี่ยนความร่วมมือให้เป็นการลงมือทำและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม


ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมและแสดงเจตนารมณ์

Impact Together Compact



ร่วมเรียนรู้ เจาะลึกมาตรฐานเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

Social Value Thailand (SVTH) ขอเชิญภาคธุรกิจ ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจร่วมเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการผลกระทบและการขับเคลื่อน SDGs ใน งาน Impact Together Forum 2026 วันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 ผ่านกิจกรรม Impact Lab #2 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางประยุกต์ใช้หลักการ Social Value ร่วมกับ SVI



SVTH ขอเชิญร่วมค้นหาคำตอบใน งาน Impact Together Forum 2026

วันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการเชื่อมการวัดผล การบริหารจัดการ และการขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน


“...ร่วมขับเคลื่อนผลกระทบที่ยั่งยืน…”

Social Value Thailand (SVTH) ขอเชิญผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และภาคีทุกภาคส่วนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาความร่วมมือ ลงทะเบียน ( Early Bird ) ได้ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2569 แล้วพบกันวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 เพื่อร่วมต่อยอดการวัดผลสู่การบริหารจัดการและการขับเคลื่อนผลกระทบร่วมกัน




ความคิดเห็น


IPP LOGO WH.png
Impact Function
About IPP
Social Media
image.png
image 38.png

IMPACT PARTNERSHIP PLATFORM

Tel : 089-680–1233, 090-669-3961
Email : info@impactpartnership.asia
Mon – Fri, 09:00-18:00 

Find us at the office 8/106 PATIO Kallapaphruk-SathornKanchanapisek Road, Bangkae, Bangkok, Thailand 10160

Copy right 2021 all rights reserved © NISE CORPORATION CO.,LTD Version: 3.0.7 | 10/10/2024_10:40
bottom of page