สำเนาของ Beyond Capital | ก้าวข้ามทุน ปลดล็อกคุณค่า สู่พลังการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

เผยแพร่ : 12 ตุลาคม 2569
เขียนโดย : ดร.สกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์
องค์กรเรา มีสูตร (ไม่ลับ) ในการสร้างคุณค่า หรือ เรายังไม่พ้น “กับดักความยั่งยืน” มากน้อยแค่ไหน ?
ความยั่งยืนที่มีคุณค่าจริง ไม่ได้เกิดจากรายงานที่สวยที่สุด แต่เกิดจากองค์กรที่ตอบได้ว่า โลกดีขึ้นอย่างไรเพราะเรามีอยู่
เมื่อ checkbox เต็มทุกช่อง แต่คุณค่ายังไม่เกิด
ในบทความก่อนหน้า นายกสมาคมชวนตั้งคำถามว่า ทำไมในวันที่องค์กรรายงาน ESG และวัดผลกระทบกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงจริงกลับยังเกิดช้า บทความนี้ชวนมองต่ออีกขั้นหนึ่งว่า แล้วองค์กรจะเริ่มต้นอย่างไร
องค์กรส่วนใหญ่เข้าสู่เรื่องความยั่งยืนผ่านหนึ่งในสามประตู
ประตูแรกคือ compliance — ทำเพราะกฎหมายหรือคู่ค้าบังคับ ประตูที่สองคือ การตลาด — ทำเพราะลูกค้าชอบ ประตูที่สามคือ showcase — ทำโครงการเด่นไว้เล่า ทั้งสามประตูไม่ผิด แต่มีจุดร่วมกันคือมองความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ "ต้องทำเพิ่ม" จากธุรกิจหลัก เมื่องบประมาณตึงตัว สิ่งที่ถูกตัดก่อนคือเรื่องนี้
การลดผลกระทบเชิงลบและดูแลผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุปทานเป็นพื้นฐานที่ต้องมี แต่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ธุรกิจนี้มีอยู่เพื่ออะไร และสร้าง net positive ให้โลกได้อย่างไร คำตอบของคำถามนี้คือสิ่งที่ทำให้แบรนด์แตกต่าง และเป็นสิ่งที่ทำให้พนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าอยากเดินไปด้วยกัน ผลสำรวจ Deloitte ปี 2025 พบว่า Gen Z 89% และมิลเลนเนียล 92% มองว่าความรู้สึกว่างานมีเป้าหมายสำคัญต่อความพึงพอใจในงาน — คนกลุ่มนี้คือทั้งพนักงานและลูกค้าของทุกองค์กรในวันนี้
ความคาดหวังเรื่อง purpose ไม่ได้อยู่แค่ในใจพนักงาน แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขของคู่ค้า นักลงทุน และกฎหมาย ในห่วงโซ่อุปทาน สมาชิก CDP กว่า 200 องค์กรขอให้ซัพพลายเออร์กว่า 45,000 รายเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2568 และกฎหมายตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของสหภาพยุโรป (CSDDD) กำลังทำให้สิ่งที่เคยเป็น "ทางเลือก" กลายเป็น "ข้อบังคับ" ฝั่งนักลงทุนก็เช่นกัน ผลสำรวจ PwC ปี 2024 พบว่านักลงทุน 80% จะเพิ่มการลงทุนในบริษัทที่สร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืนร่วมกับซัพพลายเออร์และชุมชน แต่ 44% ก็มองว่ารายงานความยั่งยืนทุกวันนี้มีข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ส่วนนักลงทุนรายบุคคล 88% สนใจการลงทุนอย่างยั่งยืน และสูงถึง 99% ในกลุ่ม Gen Z (Morgan Stanley, 2025) — คำถามจึงไม่ใช่ว่า "ควรทำไหม" อีกต่อไป แต่คือ "พิสูจน์ได้ไหมว่าทำจริง"
สูตร(ไม่ลับ) สร้างคุณค่า: Purpose + Technology + Meaning + Movement
องค์กรที่ก้าวพ้น checkbox ได้ มักมีสี่องค์ประกอบนี้ครบ ขาดตัวใดตัวหนึ่ง คุณค่าที่สร้างจะหยุดอยู่ ที่ “กับดักความยั่งยืน”
Purpose — เหตุผลของการมีอยู่ขององค์กร ไม่ใช่สโลแกนบนผนัง แต่เป็น impact theory ของธุรกิจ คือคำอธิบายว่าสินค้าและบริการของเราทำให้ใครชีวิตดีขึ้นอย่างไร และต้องใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจได้จริง
Technology — เครื่องมือปลดล็อกระบบเดิม การออกจากระบบเดิมต้องอาศัยนวัตกรรม ทั้งเทคโนโลยี การออกแบบนโยบาย และคนที่มีทักษะใหม่ เพื่อให้ผลกระทบเชิงบวกขยายตัวได้โดยไม่ต้องแลกกับกำไร
Meaning — คนทุกระดับเห็นความหมายในงานตัวเอง purpose ที่อยู่แค่ในห้องผู้บริหารจะไม่เปลี่ยนองค์กร มันต้องกลายเป็นวัฒนธรรมและความเชื่อของคนทั้งองค์กร — นี่คือ internal transformation ที่ท้าทายที่สุด
Movement — พลังของเครือข่าย เมื่อองค์กรหนึ่งเป็นผู้บุกเบิก มันจะมีอิทธิพลต่อคู่ค้า คู่แข่ง และผู้กำหนดนโยบาย การเปลี่ยนแปลงระดับระบบนิเวศเกิดขึ้นตรงนี้ ไม่ใช่ในองค์กรเดียว
ที่มา:AGCTI: Adaptive Game Changer Transition Institute
สิ่งสำคัญที่ อยากจะเน้นมาก ที่จะทำให้ 4 องค์กรประกอบนั้นกลมก่อม เชื่อมทั้งสี่ตัวเข้าด้วยกันคือ “ผู้นำ” Leadership แต่ไม่ใช่ผู้นำคนเดียวที่เก่งที่สุด เพราะถ้า purpose ผูกอยู่กับคนคนเดียว เมื่อคนนั้นไป ทิศทางก็ไปด้วย
องค์กรที่เปลี่ยนได้จริงต้องมี ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Adaptive Game Changer) ที่ฝังอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่บอร์ดจนถึงหน้างาน คำถามสำคัญที่น่าจะลอยขึ้นมาในใจทุกท่าน….แล้วจะ ทำมันอย่างไรละ ?
How to: ปลูก leadership ทุกระดับด้วยกรอบ AGC 8 หลักการ
จะสร้าง Meaning ให้เกิดทั้งองค์กรได้อย่างไร Adaptive Game Changers Transition Institute (AGCTI) สถาบันจากไต้หวันที่ก่อตั้งปี 2020 พัฒนากรอบ AGC ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้
ด้วยความเชื่อว่า purpose ที่แท้จริงและการเห็นคุณค่าของคน คือกุญแจที่เปลี่ยนเป้าหมาย ESG ให้เป็นการกระทำ กรอบนี้ช่วยให้คนพบ passion และความหมายในความรับผิดชอบ ฝึกให้นำการทำความเข้าใจร่วม (collective sensemaking) สร้างทีมรอบ purpose และฝังวิธีคิดใหม่ลงในวัฒนธรรมด้วยการสร้างความไว้ใจ
หลักการสำคัญ | ความหมาย | คำถามที่ผู้นำควรถามทีม |
Purpose | เปิดประตูสู่ความมุ่งมั่นที่แท้จริง | เราทำงานนี้เพื่อใคร และเพราะอะไร? |
Weaving | ค่อยๆ บ่มประเด็นผ่านเครือข่ายผู้มีส่วนได้เสีย | ใครบ้างที่เรายังไม่ได้ฟัง? |
Crafting | ออกแบบงานให้เชื่อมหน้าที่ภารกิจ เข้ากับ purpose | KPI ของฝ่ายเราต่อกับ purpose ตรงไหน? |
Building | พัฒนาโครงการที่สร้างผลกระทบที่ต่อเนื่อง คงทน | ถ้าโครงการจบ ผลยังอยู่ไหม? |
Perspective | มองเห็นภาพการเดินทางแบบปรับตัว กับสถานการณ์ได้จริง | อีก 5 ปีเราอยากเป็นองค์กรแบบไหน? |
Navigating | อ่านบริบทอย่างมีกลยุทธ์และเห็นอกเห็นใจ | อะไรคือแรงต้าน และมาจากความกังวลแบบไหน? |
Unlearning | กลั่นกรอง เรียนรู้ เปิดกว้างจากสิ่งที่เป็นจริง | ความเชื่อเดิมข้อไหนที่ต้องวางลง? |
Rooting | บ่มเพาะ ส่งต่อ ค่านิยมที่ทำให้คนมีส่วนร่วมลึกขึ้น | อะไรจะทำให้สิ่งนี้ยังอยู่ต่อแม้เปลี่ยนผู้บริหาร? |
แปดหลักการนี้ร้อยเรียงเป็น สามช่วงของการเปลี่ยนแปลง — ทำความเข้าใจร่วม (Sensemaking) → ร่วมมืออย่างมีเป้าหมาย (Partnering with purpose) → ฝังลงในวัฒนธรรม (Activating the culture infusion)
“สังเกตว่าหลักการส่วนใหญ่ไม่ใช่เครื่องมือวัดผล แต่เป็นทักษะการนำคน นี่คือส่วนที่รายงาน ESG มักมองข้าม และเป็นสิ่งยับยั้งเส้นทางการนำ เป้าหมายที่ดี สู่ผลกระทบจริง”
[แหล่งอ้างอิง — https://www.agcti.org/agc-principles]
เมื่อผู้นำคนหนึ่งจุดไฟ แต่ทั้งองค์กรต้องเป็นคนส่งต่อ: บทเรียนจาก Danone
ปี 2560 Emmanuel Faber ซีอีโอของ Danone ประกาศทิศทางใหม่ภายใต้แนวคิด "One Planet. One Health" — สุขภาพของคนแยกไม่ออกจากสุขภาพของโลก เขาบอกว่า "ทุกครั้งที่เรากินและดื่ม คือการโหวตเลือกโลกที่เราต้องการ" นี่คือ Purpose ที่ผูกตรงกับธุรกิจอาหาร ไม่ใช่โครงการ CSR ข้างเคียง
Danone ไม่ได้หยุดที่สโลแกน แต่เปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจให้รองรับ เริ่มรับรอง B Corp ทีละบริษัทลูกตั้งแต่ปี 2558 และในปี 2563 ผู้ถือหุ้นกว่า 99% ลงมติให้เป็น entreprise à mission — บริษัทจดทะเบียนแห่งแรกที่เขียนพันธกิจทางสังคมลงในข้อบังคับบริษัทตามกฎหมายฝรั่งเศส
แต่เรื่องไม่ได้จบสวยงามทันที เดือนมีนาคม 2564 บอร์ดปลด Faber หลังนักลงทุนกดดันเรื่องผลประกอบการที่ต่ำกว่าเป้า หลายคนคิดว่า purpose ของ Danone จะจบตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม ผู้บริหารชุดใหม่ภายใต้ Antoine de Saint-Affrique เดินหน้าต่อพร้อมผลประกอบการ จน 25 พ.ย. 2568 Danone ได้รับการรับรอง B Corp ทั่วโลก ครอบคลุมกว่า 200 นิติบุคคลในกว่า 60 ประเทศ กลายเป็น B Corp ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นรายเดียวในกลุ่มยักษ์อาหารระดับเดียวกันที่ทำได้ครบทั้งองค์กร
สองบทเรียนที่องค์กรไทยหยิบไปใช้ได้
Purpose ต้องเดินคู่กับ performance ความยั่งยืนที่พิสูจน์ผลทางธุรกิจไม่ได้ จะถูกตั้งคำถามเสมอ นี่คือเหตุผลที่การวัดและบริหารผลกระทบอย่างมีคุณภาพสำคัญ
สิ่งที่ฝังในโครงสร้างและวัฒนธรรม อยู่ได้นานกว่าตัวผู้นำ พันธกิจในข้อบังคับและ B Corp ที่ทำทีละหน่วยงานคือสิ่งที่ทำให้ทิศทางนี้อยู่รอด — ตรงกับหลัก Rooting และ leadership at all levels ที่กล่าวไว้ข้างต้น
อีกด้านหนึ่งของ Movement: Interface ผู้ผลิตพรมแผ่นสหรัฐฉบับที่ Ray Anderson ผู้ก่อตั้งตั้งเป้า Mission Zero ตั้งแต่ปี 2537 และประกาศบรรลุเป้าในปี 2562 — คาร์บอนฟุตพรินต์พรมลดลง 74% ต่อยอดด้วยโครงการ Net-Works ที่รับซื้ออวนประมงเก่าจากชุมชนชายฝั่งมาทำเส้นใย และเป็นพี่เลี้ยงให้บริษัทใหญ่อย่าง Walmart และ Mars — ตัวอย่างขององค์กรเดียวที่เปลี่ยนทั้งห่วงโซ่และอุตสาหกรรมได้
แล้วองค์กรไทยจะเริ่มตรงไหน?
ไม่ต้องเป็นบริษัทข้ามชาติก็เริ่มได้ ลองตั้งคำถามสามข้อในการประชุมผู้บริหารครั้งถัดไป
ถ้าธุรกิจเราหายไปพรุ่งนี้ ใครจะเสียดาย นอกจากผู้ถือหุ้น?
พนักงานแนวหน้าอธิบาย purpose ของเราด้วยคำพูดของเขาเองได้ไหม?
มีการตัดสินใจใดในปีที่ผ่านมาที่เปลี่ยนไปเพราะ purpose บ้าง?
ถ้าคำตอบยังไม่ชัด นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดี คำถามที่ยากกว่าคือ สูตรนี้ใช้ได้กับ SME และองค์กรไทยอย่างไร และจะฝังลงในวัฒนธรรมที่เคยชินกับการสั่งการจากบนลงล่างได้อย่างไร — Miriam Garvi และ Corey Lien ผู้ร่วมก่อตั้ง AGCTI จะพาลงมือทำจริงใน Impact Lab #3 เช้าวันที่ 3 พ.ย. และร่วมเวที Global Shifts, Asian Moves ในงาน ข่วงคุณค่า | Impact Together Forum 2026 2–4 พ.ย. 2569 ที่เชียงใหม่
ร่วมเรียนรู้ เจาะลึกมาตรฐานเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
Social Value Thailand (SVTH) ขอเชิญภาคธุรกิจ ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และผู้สนใจร่วมเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการผลกระทบและการขับเคลื่อน SDGs ใน งาน Impact Together Forum 2026 วันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 ผ่านกิจกรรม Impact Lab #2 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางประยุกต์ใช้หลักการ Social Value ร่วมกับ SVI
SVTH ขอเชิญร่วมค้นหาคำตอบใน งาน Impact Together Forum 2026
วันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อการเชื่อมการวัดผล การบริหารจัดการ และการขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
“...ร่วมขับเคลื่อนผลกระทบที่ยั่งยืน…”
Social Value Thailand (SVTH) ขอเชิญผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และภาคีทุกภาคส่วนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาความร่วมมือ ลงทะเบียน ( Early Bird ) ได้ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2569 แล้วพบกันวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2569 เพื่อร่วมต่อยอดการวัดผลสู่การบริหารจัดการและการขับเคลื่อนผลกระทบร่วมกัน




ความคิดเห็น